
ฮาเรฮาเร แทจอน | ร้านเบเกอรี่ครบวงจร ขนมปังถึงเค้ก
สารบัญ
14 รายการ
ทำไมแทจอนถึงกลายเป็นเมืองแห่งขนมปัง
พูดถึงแทจอนทีไร เรื่องขนมปังต้องมาก่อนเสมอ เวลาบอกใครว่าจะไปแทจอน ก็มักได้ยินประโยคเดิม ๆ ว่า "ที่นั่นร้านเบเกอรี่เยอะนะ" ซึ่งก็ไม่ผิดเลย เพราะมีร้านดี ๆ เยอะจริง ๆ เบเกอรี่เกาหลีเก่งเรื่องผสมขนมปังสไตล์ยุโรปเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่น หรือจับคู่วัตถุดิบแบบที่เราคาดไม่ถึง และแทจอนคือเมืองที่วัฒนธรรมเบเกอรี่พัฒนาโดดเด่นเป็นพิเศษ ภาพจำแบบนี้มันฝังแน่นไปแล้ว เลยรู้สึกว่าถ้ามีโอกาสได้แวะแทจอน ยังไงก็ต้องหาร้านเบเกอรี่สักที่แวะให้ได้ หน้าร้อนที่ผ่านมามีธุระต้องไปแทจอน ร้านที่เลือกแวะก็คือฮาเรฮาเร สาขาคาซูวอน นี่แหละ
ฮาเรฮาเร สาขาคาซูวอน

ตัวอาคารใหญ่ทีเดียว ตั้งอยู่หัวมุมซอยพอดี โลโก้รูปดวงอาทิตย์มองเห็นได้แต่ไกล ด้านนอกผสมอิฐกับคอนกรีต ให้ความรู้สึกหนักแน่นกว่าที่คิด ดูเหมือนเซเล็กต์ชอปมากกว่าร้านขนมปังด้วยซ้ำ วันนั้นเราจอดรถที่ลานจอดสาธารณะใกล้ ๆ แล้วเดินมา

มองผ่านประตูกระจกเข้าไปแล้วได้ฟีลแบบที่คิดไว้เป๊ะ คือเล็กกว่าที่คาด ถ้าดูจากชื่อเสียงหรืออาคารภายนอก น่าจะกว้างมาก แต่พอเข้าไปจริง ๆ ก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น ชั้นวางไม่กี่ชั้น ขนมปังวางเบียดกันเป็นระเบียบ มีคนสักสิบคนก็แทบเต็มพื้นที่แล้ว แต่การจัดวางถาด ระบบให้ลูกค้าใส่ถุงมือพลาสติกหยิบเองแทนใช้ที่คีบ ดูเป็นระเบียบใช้ได้
ชั้นวางแรก
เมลอนครีมปัง กับจุกปาพริกเกิ้ล



พอเข้าไปก็หยุดชะงักหน้าชั้นวางเลย เพราะไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้าว่าจะซื้ออะไร เมลอนครีมปังครองพื้นที่เกินครึ่งชั้นวาง ข้าง ๆ มีขนมปังที่ชื่อว่าสตรอว์เบอร์รี่ปังโดโระ เป็นสตรอว์เบอร์รี่กับครีมวางอยู่บนขนมปัง ป้ายราคาเขียน 5,000 วอน (ประมาณ 130 บาท) ส่วนเมลอนครีมปัง 3,200 วอน (ราว 83 บาท) ตอนแรกสับสนนิดหน่อยเพราะไม่มีหน่วย ต้องดูดี ๆ ว่าเป็นหน่วยพันวอน
ชั้นถัดไปเป็นครัวซองต์ผลไม้ตามฤดูกาล มีสตรอว์เบอร์รี่วางบนตัวครัวซองต์แล้วโรยน้ำตาลไอซิ่ง หน้าตาออกแนวจัดเต็มไปหน่อย มีสตรอว์เบอร์รี่โมจิด้วย ดูไปดูมา น่าจะเป็นเพราะฤดูสตรอว์เบอร์รี่พอดี เขาเลยจัดเมนูตามฤดูเยอะมาก
แต่ที่น่าสนใจคือจุกปาพริกเกิ้ล ขนมปังโดนัททรงแบนหน้าต้นหอมราดมายองเนส อยู่ในร้านเบเกอรี่เกาหลีซะงั้น เค็ม ๆ มัน ๆ อยู่ท่ามกลางขนมปังหวาน ๆ แต่ก็เข้ากับแซนด์วิชห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ข้าง ๆ แปลก ๆ ดี


ชั้นวางแบ่งเป็นสองโซน ฝั่งหนึ่งเป็นขนมปังหวานเป็นหลัก มีขนมปังยาว ๆ คล้ายเอแคลร์ โซโบโระ ขนมปังไส้กรอก วางเรียงซ้อนกัน ชั้นบนสุดเป็นขนมปังก้อนใหญ่อบแบบดิบ ๆ ดิบ ๆ วางสูงจนสงสัยว่ามือจะเอื้อมถึงไหม
โซนยากิโซบะปัง

ย้อนกลับมาฝั่งชั้นแบบเปิด โซนนี้บรรยากาศต่างไปอีกแบบ ครัวซองต์ ขนมปังหน้าคล้ายแอปเปิ้ลพาย ขนมปังพิซซ่า ขนมปังปอนด์ห่อแพ็ก แซนด์วิช วางรวมกันในโต๊ะเดียว รู้สึกเหมือนมุมที่ไม่มีการจัดหมวดหมู่ มีขนมปังก็พอ ตรงกลางเห็นขนมปังห่อแพ็กที่ติดป้ายว่าเป็นข้าว น่าจะเป็นขนมปังที่ทำจากข้าว ตอนแรกว่าจะซื้อแค่ชิ้นเดียว แต่พอถึงตรงนี้การเลือกมันยากขึ้นไปอีก




โซนนี้เริ่มเบลอ ๆ แล้วว่าเป็นร้านเบเกอรี่หรือร้านของว่าง เกาหลีเรียกรสหวานสลับเค็มสลับไปเรื่อย ๆ ว่า "ตันจจันตันจจัน" ซึ่งขนมปังต้นหอมตันจจันก็ชื่อตรงสมชื่อ ชีสด้านบนไหม้ติดกรอบส่งกลิ่นหอมเรียกน้ำลายมาจากตรงนั้นเลย ฮอตต็อกชีสกรุบราคา 4,200 วอน (ประมาณ 110 บาท) ชื่อก็งงหน้าตาก็งง เป็นของกลม ๆ แบน ๆ ไม่รู้เป็นฮอตต็อกหรือสโคน วางเรียงซ้อนกันสักยี่สิบชิ้น
แต่ยากิโซบะปังนี่สะดุดตา เป็นบะหมี่ผัดแบบญี่ปุ่นใส่ไว้ในขนมปัง คู่ที่เห็นบ่อยในญี่ปุ่น ราคา 3,800 วอน (ราว 99 บาท) ข้าง ๆ มีครีมโซบะปัง ติดสติกเกอร์เมนูใหม่ด้วย เอาโซบะคลุกซอสครีมใส่ในขนมปัง ยืนมองอยู่พักใหญ่เลย
คาสเทลลาและพัมโมสปัง


ข้าง ๆ เคาน์เตอร์แคชเชียร์มีอันนี้พอดี คาสเทลลาที่สลักโลโก้ฮาเรฮาเรทีละชิ้น มีแบบเนยกับแบบช็อกโกแลตวางคู่กัน ชิ้นเดี่ยวราคา 5,600–6,100 วอน (ประมาณ 145–160 บาท) ซื้อเป็นเซตก็ 12,200 หรือ 12,700 วอน (ราว 317–330 บาท) คนซื้อไปฝากนิยมหยิบที่นี่กัน แค่สลักโลโก้อย่างเดียว จากขนมปังธรรมดา ๆ ก็กลายเป็นของเหมือนถูกแพ็กจริงจังขึ้นมาเฉยเลย

นี่คือพัมโมสปังรำลึกที่หลายคนพูดถึงเวลาพูดเรื่องฮาเรฮาเร ราคา 5,600 วอน (ประมาณ 145 บาท) ดูจากด้านข้างจะเห็นครีมสลับกับชั้นแดงที่ไม่รู้เป็นถั่วแดงหรือแยมสตรอว์เบอร์รี่ ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แมมมอธปังแบบในร้านเบเกอรี่สมัยก่อนของเกาหลีไง ขนมปังปอนด์หนาหนักยัดวิปครีมแน่น ๆ นี่คือเวอร์ชันอัปเกรดของตัวนั้น มีสติกเกอร์บอกให้เก็บในตู้เย็น เพราะเป็นประเภทที่หิ้วกลับบ้านได้
โซนขนมปังเพื่อสุขภาพ
ขนมปังปอนด์เกาลัด คัมปาญ เบเกิล



ฝั่งตรงข้ามเป็นตู้กระจก บรรยากาศต่างไปเลย เพราะเป็นโซนขนมปังเพื่อสุขภาพแยกต่างหาก มีป้ายแขวนเขียนว่าไม่มีเนย ไม่มีไข่ ไม่มีน้ำตาล ข้างใต้วางขนมปังหนัก ๆ อย่างขนมปังข้าวไรย์หรือบาเกตต์ มีแบบใส่แครนเบอร์รี่ แบบอบจนเหมือนข้าวตัง ที่ติดสติกเกอร์สินค้ายอดนิยมน่าจะเป็นแครนเบอร์รี่ชีสคัมปาญ ตอนที่ไปถึงเหลือไม่กี่ก้อนแล้ว
ขนมปังปอนด์เกาลัดคงจูวางเข้าแถวในถาดกระดาษ ชิ้นเกาลัดโผล่ขึ้นมาเหนือเนื้อขนมปัง กลิ่นอบเชยลอยออกมาจากตรงนั้น ราคา 6,000 วอน (ประมาณ 156 บาท) ข้าง ๆ เป็นคอร์นชีสคัมปาญ ขนมปังสไตล์บ้านนอกเปลือกหนา แต่ที่นี่ใส่ข้าวโพดกับชีสเข้าไป ดูจากหน้าตัดที่ถูกผ่าเห็นเนื้อในสีเหลืองแน่นใช้ได้ ราคา 6,000 วอน (ราว 156 บาท) เหมือนกัน
เบเกิลหัวหอมติดสติกเกอร์เบสต์เซลเลอร์ พร้อมป้ายแนะนำว่าแช่แข็งแล้วกินเย็น ๆ จะอร่อย ราคา 4,600 วอน (ประมาณ 120 บาท) เห็นงาดำผสมในเนื้อแป้งจากภายนอกได้เลย หน้าตาก็หนักแน่น ขนาดไม่เล็กเลยเทียบกับเบเกิลทั่วไปในร้านเบเกอรี่
โซนที่ตาต้องหยุดอยู่ตรงนั้น




ตั้งใจจะหยุดแล้ว แต่หยุดไม่ได้
กาโตไส้มาร์ชเมลโลว์เตะตาพอดี เป็นของกลมแบนเคลือบมะพร้าวขูดวางซ้อนกัน ในป้ายเขียนว่าข้างในเป็นเค้กช็อกโกแลตข้าวใส่มาร์ชเมลโลว์ ราคา 3,800 วอน (ประมาณ 99 บาท) ติดสติกเกอร์เบสต์เซลเลอร์ คงขายดีแน่
ถาดข้าง ๆ มีขนมปังยาวที่ดูเหมือนเพิ่งออกจากเตา โรยงาเต็มหน้า เขียนว่าเบซิลมะเขือเทศ ราคา 5,900 วอน (ราว 153 บาท) คำอธิบายบอกว่าใช้แป้งออร์แกนิกผสมเบซิลกับมะเขือเทศ จบด้วยครีมชีส กลิ่นอบฟุ้งออกมาจากตรงนั้น อันนี้ลังเลจริง ๆ
ฝั่งฟินานซิเยร์ก็เดินผ่านยาก จานเดียวมีสามรสทั้งช็อกโกแลต ซอลต์เด็ดคาราเมล และมะเดื่อ ชิ้นละ 2,900 วอน (ประมาณ 75 บาท) ฟินานซิเยร์คือขนมฝรั่งเศสทรงสี่เหลี่ยมแบน ๆ ใช้เนยเยอะตอนอบ ข้าง ๆ ก็มีขนมปังพิซซ่าโรยมะกอกที่เพิ่งอบเสร็จออกมาวางพอดี



ใกล้เคาน์เตอร์มีของใส่ถ้วยสีฟ้าสะดุดตา สโคนวอลนัทในถ้วยกระดาษพิมพ์โลโก้ฮาเรฮาเร อบมาเสร็จในถ้วยเลย บนถ้วยยังมีข้อความว่าได้รับคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ดีเด่นแทจอนปี 2020 หน้าตามันคล้ายถ้วยไอศกรีมตามร้าน เลยงงอยู่แป๊บนึง
อะกึจักรัสก์อยู่ในถ้วยโดมใส สีทุกชิ้นเข้มหมด ราคา 4,800 วอน (ประมาณ 125 บาท) เป็นขนมปังอบสองรอบให้กรอบ เจอแบบใส่ถ้วยขายแบบนี้ไม่บ่อย เลยน่าสะดุด ข้าง ๆ มีขนมปังในถุงใสติดสติกเกอร์ฮาเรฮาเร หั่นแว่นหนา ๆ วางตั้งไว้ หน้าตัดเห็นลูกเกดฝังอยู่ คล้ายพาเนตโตเน่ ตำแหน่งอยู่ตรงข้างหน้าต่าง แสงกระทบเข้ามาพอดี เห็นหน้าตัดชัด ยิ่งดูยิ่งน่ากินไปใหญ่



ขนมปังยาว ๆ ถูกผ่ากลางแล้วยัดวิปครีมสีขาวเต็มตัว วางเรียงในถาด ปริมาณครีมเยอะจนดูเหมือนจะล้น ชั้นด้านข้างเห็นเนื้ออบเป็นชั้นแบบครัวซองต์ ไม่เห็นป้ายชื่อ แต่แค่หน้าตาก็มีคนรอบ ๆ หยิบติดมือกันใหญ่
ขนมปังไส้ถั่วลันเตาราคา 3,500 วอน (ประมาณ 91 บาท) เขากรีดแป้งเป็นหลายแฉกก่อนอบ ระหว่างรอยแฉกมีไส้ถั่วลันเตาสีเขียวอ่อน ด้านบนโรยอัลมอนด์สไลซ์ด้วย สีสันค่อนข้างคม ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงแดนปัตปัง ขนมปังไส้ถั่วแดงของเกาหลี แต่เปลี่ยนเป็นเวอร์ชันถั่วลันเตา ส่วนขนมปังไส้กรอกมีขนาดใหญ่ ปลายไส้กรอกโผล่ออกจากตัวขนมปัง ด้านบนโรยเมล็ดหยาบที่อาจจะเป็นคีนัวหรือธัญพืชบดหยาบ อบมาแน่นเต็มหน้า
โซนขนมปังปอนด์




มีโซนที่รวบรวมขนมปังปอนด์โดยเฉพาะ ขนมปังปอนด์โฮลวีตราคา 4,500 วอน (ประมาณ 117 บาท) ป้ายเขียนว่าใช้แป้งโฮลวีต 70% สีต่างจากขนมปังปอนด์ทั่วไปชัดมาก เป็นสีน้ำตาลเข้มกว่าและดูหนักแน่นกว่า ขนมปังปอนด์ข้าวราคา 5,000 วอน (ราว 130 บาท) ใช้ข้าวแทนข้าวสาลี อบเป็นก้อนใหญ่แบ่งเป็นหกช่อง ฉีกทีละส่วนกินได้ ขนมปังปอนด์นมสดราคา 4,800 วอน (ประมาณ 125 บาท) ด้านข้างพองไม่เท่ากันออกไปเหมือนฟู ขนาดใหญ่สุดในกลุ่ม เป็นขนมปังปอนด์เบสิกที่สุดที่นี่
ต่อให้มาเพื่อซื้อขนมปังปอนด์ก้อนเดียว โซนนี้ก็น่าจะใช้เวลาเลือกพอสมควร
ตู้เค้ก



เพราะเป็นฤดูสตรอว์เบอร์รี่ เค้กส่วนใหญ่เลยเน้นสตรอว์เบอร์รี่ เค้กสวนสตรอว์เบอร์รี่ราคา 39,000 วอน (ประมาณ 1,015 บาท) ช็อกโกแลตสตรอว์เบอร์รี่ 40,000 วอน (ราว 1,040 บาท) ส่วนเวอร์ชันข้าว 30,000 วอน (ประมาณ 780 บาท) แบบข้าวติดป้ายกลูเตนฟรีด้วย ด้านข้างเค้กเห็นหน้าตัดสตรอว์เบอร์รี่ซ้อนเป็นชั้น ๆ มองทะลุกระจกเห็นข้างในหมด
ข้าง ๆ มีเค้กวีแกนสองแบบ วีแกนวิปครีม 35,000 วอน (ประมาณ 910 บาท) วีแกนช็อกโกแลตวิปครีม 36,000 วอน (ราว 936 บาท) มีป้ายบอกชัดว่าไม่ใช้ไข่ไม่ใช้นม แต่หน้าตาแทบไม่ต่างจากเค้กทั่วไป ส่วนผสมเขียนว่าใช้ครีมทำจากโอ๊ต ไม่ได้ตั้งใจซื้อเค้กเลย แต่ก็ยืนหน้าตู้กระจกอยู่พักใหญ่





เค้กมีชนิดเยอะกว่าที่คิด เป็นเค้กรูปสัตว์หลายแบบ มงนยอจู 35,000 วอน (ประมาณ 910 บาท) เป็นครีมขาวปั้นกลม ๆ ด้านบนติดสตรอว์เบอร์รี่กับบลูเบอร์รี่ ข้าง ๆ เป็นกระต่าย 36,000 วอน (ราว 936 บาท) เป็นเค้กคาแรกเตอร์มีหูยื่นออกมาด้วย ส่วนเค้กมะม่วงวิปครีม 34,000 วอน (ประมาณ 884 บาท) สีเหลืองสดสะดุดตา
เค้กมังกรเขียวราคา 36,000 วอน (ประมาณ 936 บาท) เป็นเค้กที่มีตุ๊กตามังกรสีฟ้าวางอยู่ด้านบน ไม่แน่ใจว่าทำเพราะปีนี้เป็นปีมังกรหรือเป็นแค่ดีไซน์ แต่เค้กใบนี้เป็นใบที่สายตาจับนานที่สุด โชโคลาฮาร์ต 29,000 วอน (ราว 754 บาท) ราคาถูกที่สุดในกลุ่มเค้ก วางมาในถ้วยเหมือนแก้วแก้วเลย
โซนแซนด์วิช








หลังจากผ่านโซนเค้ก ก็ถึงโซนแซนด์วิช ฝั่งนี้ก็กว้างใช้ได้ แซนด์วิชชาบัตตาห่อกระดาษที่ดูเหมือนหนังสือพิมพ์ คาดแถบสีเป็นหมวดหมู่ วางกองเต็มถาด ฝั่งขวาเป็นแซนด์วิชทรงเบอร์เกอร์ในกล่องใส แยกแถวต่างหาก เป็นร้านเบเกอรี่แต่มีแซนด์วิชเยอะขนาดนี้ก็เหนือคาดเหมือนกัน
ชาบัตตาแบ่งเป็น ชาบัตตาไก่บาร์บีคิว ชาบัตตากุ้งเพสโต ชาบัตตาอกไก่ และโมซซ่าชาบัตตา ชิ้นที่ลอกกระดาษออกครึ่งหนึ่งให้เห็นหน้าตัด ไส้ข้างในต่างกันหมด ไก่บาร์บีคิวสีเข้มให้ความรู้สึกเหมือนไก่ย่างไฟ ส่วนกุ้งเพสโตเห็นกุ้งซ้อนกับชีสเป็นชั้น ๆ
โมซซ่าชาบัตตามีสองแบบ แบบห่อกระดาษ กับแบบใส่ขนมปังกลมในกล่องใส แบบที่ใส่กล่องมีผักกาดหอมยัดเต็มจนล้นออกมาจากขนมปัง ฝากล่องแทบปิดไม่ลง
แซนด์วิชแฮมเบียร์อยู่ในกล่องใส หั่นให้เห็นหน้าตัด เป็นแฮมหมูอัดอย่างที่เรียกว่าเบียร์แฮม พร้อมไข่ ผักกาดหอม และต็อนจิมา หน้าตัดเห็นสีชมพูโดดชัดมาก เข้ามาด้วยคิดว่าเป็นร้านเบเกอรี่ พอถึงโซนนี้ก็รู้สึกว่ากินมื้อกลางวันที่นี่ก็ได้เหมือนกัน
คุกกี้และของฝาก




มีข้อความบนซองบรรจุภัณฑ์ที่เขียนว่า "ร้านแชมป์เวิลด์เบกกิ้งคัพ ปารีส ฝรั่งเศส" สะดุดตาพอดี คุกกี้แบนเคลือบช็อกโกแลตกับคุกกี้กลมโรยอัลมอนด์สไลซ์ บรรจุในถุงใสที่พิมพ์โลโก้ฮาเรฮาเร แค่แพ็กมาก็เป็นของฝากพร้อมหยิบให้เลย
ข้าง ๆ เป็นคุกกี้ที่แพ็กแยกชิ้น ช็อกรูบัง รอยัลโชโกลา คุกกี้มะพร้าว วางกองแน่นบนถาดสีดำ มีที่ติดป้ายใช้แป้งข้าว 50% ด้วย บางชิ้นสลักโลโก้ฮาเรฮาเรลงบนผิวคุกกี้ตรง ๆ ตัวสลักคมชัดจนไม่ต้องเปิดแพ็กก็รู้ว่าเป็นของร้านไหน
ฝั่งหนึ่งแยกเซตคุกกี้เป็นกล่องไว้ต่างหาก มีสองขนาด แบบ 5 ช่องกับแบบ 8 ช่อง ในกล่องสีฟ้าใส่คุกกี้หลายชนิดแพ็กแยกชิ้น เรียงเป็นระเบียบ คนที่ตั้งใจซื้อของฝากจากแทจอนหรือของขวัญมักเลือกจากตรงนี้
สุดท้ายเลือกอะไรมา



สุดท้ายเลือกจุกปาพริกเกิ้ลกับโมคาบันสองชิ้น ของเค็ม ๆ ที่ยืนเดี่ยวอยู่ท่ามกลางของหวาน กลับสะดุดตามากกว่า โมคาบันใส่มาในถุงกระดาษ บนถุงพิมพ์คำว่า "โมคาบันลอยฟ้า" ฟังดูเป็นชื่อที่มั่นใจในตัวเองดีเหมือนกัน
ออกมาข้างนอก แดดแรงกว่าที่คิด คงเพราะเป็นฤดูร้อน อุณหภูมิในกับนอกร้านต่างกันพอสมควร หิ้วถุงชอปปิ้งสีฟ้าของฮาเรฮาเรเดินกลับไปที่ลานจอดรถ เหงื่อออกพอควรเลย
ถ้าจะบอกข้อเสีย คือที่นั่งกินข้างในไม่ค่อยมีที่เหมาะ ตรงทางเข้ามีเก้าอี้สองสามตัว แต่ก็อยู่ระหว่างทางเข้าออกของลูกค้า จะนั่งกินตรงนั้นก็กึ่ง ๆ สุดท้ายหิ้วถุงเดินวนอยู่ข้างนอกแล้วก็กลับมาที่รถ
ขึ้นรถแล้วเปิดถุงจุกปาพริกเกิ้ล กลิ่นต้นหอมเค็ม ๆ ลอยขึ้นมา ภรรยาที่นั่งเบาะข้างพูดว่า "นี่อะไร" พลางฉกไปกัดคำหนึ่ง ทุกครั้งที่มาร้านเบเกอรี่เกาหลี เธอจะรู้สึกแปลกกับเมนูคู่เค็ม ๆ แบบนี้ แต่คราวนี้ไม่พูดอะไร แค่หยิบกินต่ออีกคำ ไม่รู้ว่าชมหรือไม่ชม แต่ก็พอแล้วล่ะ
ส่วนโมคาบันเอาไปกินที่บ้าน ชื่อว่าลอยฟ้านี่มีเหตุผลจริง ๆ เนื้อสัมผัสเบากว่าที่คิดเยอะ ด้านนอกอบนิด ๆ ด้านในนุ่ม รสมอคค่ามาแบบจาง ๆ ถ้าคาดหวังกลิ่นกาแฟเข้ม ๆ อาจจะต่างจากที่คิดหน่อย
เดินรอบร้านใช้เวลากว่าที่คิดเหมือนกัน แต่ไปร้านเบเกอรี่ไหน ๆ ก็เป็นแบบนี้ทุกที