
ตลาดผลไม้เกาหลี 2026 สำรวจราคา 12 ผลไม้ตามฤดูกาลในตลาดสด
สารบัญ
15 รายการ
ซื้อผลไม้ตามฤดูกาลที่ตลาดสดเกาหลี – รีวิวเดินตลาดเกษตรยามเช้า ฤดูใบไม้ผลิ 2026
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเดินสำรวจโซนผลไม้ในตลาดสดเกาหลีแบบจริงจังครับ เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน ปี 2026 ในฐานะคนเกาหลีที่อาศัยอยู่ในเมืองแทจอน (Daejeon) ผมกับภรรยาตื่นมาเดินตลาดสินค้าเกษตรและประมงกันตั้งแต่เช้าตรู่ เลยคิดว่าข้อมูลนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่สงสัยเรื่อง ราคาผลไม้เกาหลี หรือ วัฒนธรรมตลาดสดของเกาหลี ครับ เดี๋ยวเรามาดูกันว่าช่วงฤดูใบไม้ผลิมีผลไม้อะไรน่าสนใจบ้าง ตลาดสดจะราคาถูกกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตจริงไหม บทความนี้เกิดจากการเดินลุยสำรวจด้วยตัวเองล้วนๆ ครับ
วันนี้ขอเน้นไปที่ผลไม้ก่อนนะครับ ส่วนพวกผักและอาหารทะเลเดี๋ยวจะมาเล่าแยกอีกทีในบทความหน้า
ตลาดเช้าคือสมรภูมิรบขนาดย่อม

ถ้าอยากได้ของดีราคาถูกในตลาดค้าส่งเกาหลี ต้องมาตั้งแต่เช้าตรู่ครับ แน่นอนว่าผลไม้ที่นี่ราคาถูกกว่าตามมาร์ททั่วไปแน่ๆ แต่ปัญหาคือช่วงเช้ารถบรรทุกจะเยอะมาก รถส่งของวิ่งเข้าออกกันวุ่นวายตลอดเวลา หาที่จอดรถค่อนข้างยาก แถมตอนเดินก็ต้องคอยหันซ้ายหันขวาระวังรถตลอด ผมนี่ต้องคอยบอกให้ภรรยาจับมือเดินไปด้วยกันไม่รู้กี่รอบ

พอเดินเข้าตลาดปุ๊บ ก็จะเห็นรถเข็นที่ซ้อนตะกร้าพลาสติกสีแดงสูงปรี๊ดเข็นผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลานี้ส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่มารับของไปขายต่อ มากกว่าจะเป็นลูกค้าทั่วไปครับ พวกเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านมินิมาร์ทแถวๆ นี้ก็จะมาเหมาซื้อล็อตใหญ่เพื่อไปขายต่อที่ร้านตัวเอง ดังนั้นตลาดตอนเช้าเลยจะคึกคักไปด้วยคนที่มาทำงานมากกว่าคนที่มาเดินเล่นชิลๆ
แอปเปิลเกาหลี – หน้าตาอาจจะดูธรรมดา แต่รสชาติอร่อยชัวร์

สิ่งแรกที่เตะตาพอเดินเข้ามาในตลาดก็คือแอปเปิลครับ มีทั้งแอปเปิลชองซง แอปเปิลฟูจิ แอปเปิลยองดง แยกตามแหล่งปลูกใส่ถุงพลาสติกวางซ้อนกันเต็มไปหมด ราคาถุงละประมาณ 300 บาท (12,000 วอน) ถือว่าถูกกว่าตามซูเปอร์มาร์เก็ตเยอะเลยครับ เอาจริงๆ หน้าตาแอปเปิลเกาหลีไม่ได้สวยกริบเหมือนแอปเปิลนำเข้าที่ผิวดูมันวาว เพราะแอปเปิลต่างประเทศมักจะเคลือบแวกซ์สำหรับบริโภค แต่แอปเปิลเกาหลีส่วนใหญ่จะไม่ได้เคลือบครับ
แต่พอกัดเข้าไปทั้งเปลือกปุ๊บ ความกรอบและความฉ่ำของน้ำแอปเปิลมันทะลักออกมาเลยครับ อร่อยมาก! ถ้าเป็นสายพันธุ์ฟูจิ ระดับความหวานจะอยู่ที่ประมาณ 14-15 บริกซ์ (Brix) ส่วนพันธุ์คัมฮง (Gamhong) ความหวานปาไปถึง 17 บริกซ์เลยทีเดียว แหล่งปลูกแอปเปิลชื่อดังในเกาหลีมักจะอยู่บนที่สูงซึ่งอุณหภูมิกลางวันกับกลางคืนต่างกันเกิน 13 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อผลไม้แน่นและมีความหวานสูงมาก สมัยก่อนผมเคยซื้อแอปเปิลเมืองนอกที่เปลือกสวยๆ มากิน แต่เนื้อกลับร่วนซุยจนแอบผิดหวัง ตอนนั้นแหละที่ทำให้รู้ซึ้งเลยว่าแอปเปิลเกาหลีนี่ของดีจริงๆ
ชาแม (เมล่อนเกาหลี) – ผลไม้ที่หาทานได้แค่ที่เกาหลีเท่านั้น

ถัดจากแอปเปิลก็เป็นกอง "ชาแม" (참외) หรือเมล่อนเกาหลีสีเหลืองสดใสครับ จริงๆ แล้วผลไม้ชนิดนี้มีต้นกำเนิดจากแอฟริกา ผ่านอินเดีย แล้วเข้ามาทางเอเชียตะวันออก แต่ปัจจุบันแทบจะปลูกกันแค่ในเกาหลีที่เดียวเท่านั้น สมัยก่อนจีนกับญี่ปุ่นก็เคยปลูก แต่ตอนนี้แทบไม่มีแล้ว จนชื่อภาษาอังกฤษของมันถูกเรียกว่า Korean Melon กลายเป็นผลไม้เอกลักษณ์ของเกาหลีไปเลย ถุงใหญ่ราคาประมาณ 475 บาท (19,000 วอน) ส่วนข้างๆ มีไซส์เล็กราคา 250 บาท (10,000 วอน) ด้วย รสชาติจะหวานละมุนและมีเนื้อสัมผัสกรอบๆ เป็นเอกลักษณ์ ถ้าได้ลองกินสักครั้งรับรองว่าจะติดใจครับ
บรรยากาศโซนผลไม้ในตลาดช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ภาพมุมกว้างของโซนผลไม้สดครับ มีทั้งแตงโม ชาแม แอปเปิล สาลี่ ส้ม และมะเขือเทศ วางเรียงรายยาวเหยียดทั้งสองฝั่ง ที่นี่ไม่ได้มีแค่ร้านเดียว แต่มีหลายร้านตั้งติดกันยาวๆ ทำให้เราเดินเทียบราคาและคุณภาพได้สบาย ผลไม้ตามฤดูกาลช่วงฤดูใบไม้ผลิถูกจัดวางให้เห็นเด่นชัด แค่เดินดูสีสันก็เพลินจนลืมเวลาแล้ว ภรรยาผมก็ชะเง้อมองร้านนู้นร้านนี้ สนุกเขาล่ะ
สาลี่เกาหลี – หวานฉ่ำน้ำ ไม่เหมือนสาลี่ฝรั่ง

นี่คือสาลี่เกาหลีครับ มีทั้งแบบห่อแพ็กเกจสวยงามสำหรับเป็นของฝาก และแบบวางขายแยกเป็นลูกๆ สังเกตว่าลูกค่อนข้างใหญ่เลย สาลี่ฝรั่งที่เราคุ้นเคยมักจะมีทรงคล้ายน้ำเต้าและเนื้อค่อนข้างนิ่ม แต่สาลี่เกาหลีจะลูกกลมโตและเนื้อกรอบมาก แค่ปอกเปลือกแล้วกินชิ้นเดียวก็รู้สึกเหมือนน้ำผลไม้เต็มปากเลยครับ ทางฝั่งตะวันตกเขาบอกว่าสาลี่รสชาติค่อนข้างจืด เลยนิยมเอาไปอบหรือทำเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่สำหรับสาลี่เกาหลี การปอกเปลือกกินสดๆ นี่แหละคือวิธีที่อร่อยที่สุด เพราะปริมาณน้ำในเนื้อผลไม้มันเยอะคนละระดับกันเลย
ฤดูสตรอว์เบอร์รี – มาเกาหลีช่วงใบไม้ผลิห้ามพลาดเด็ดขาด

ช่วงนี้ที่เกาหลีเป็นหน้าสตรอว์เบอร์รีครับ พอเข้าฤดูใบไม้ผลิ ไม่ว่าจะไปตลาดไหนก็จะต้องเห็นสตรอว์เบอร์รีสีแดงสดวางขายเป็นตะกร้าๆ แบบนี้เสมอ ตะกร้านี้ราคาประมาณ 200 บาท (8,000 วอน) ถือว่าราคาพอๆ กับแบบแพ็กที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือบางทีก็ถูกกว่าด้วยซ้ำ แต่ปริมาณนี่เทียบกันไม่ได้เลยครับ ถ้ามาเที่ยวเกาหลีช่วงใบไม้ผลิ ต้องซื้อสตรอว์เบอร์รีทานให้ได้นะครับ รับรองไม่ผิดหวัง

ในตลาดสด แม้จะเป็นสตรอว์เบอร์รีเหมือนกัน แต่ละร้านก็ขายราคาไม่เท่ากันนะครับ อย่างร้านนี้ สตรอว์เบอร์รีพันธุ์ซอลฮยัง (Seolhyang) ขายอยู่ที่ 150 บาท (6,000 วอน) ในขณะที่ร้านก่อนหน้านี้ ไซส์พอๆ กันขายตั้ง 8,000 วอน บางทีเราอาจจะเผลอซื้อในราคา 10,000 วอนไปแล้ว พอก้าวไปร้านข้างๆ กลับเจอของสวยกว่าในราคาแค่ 8,000 วอน ก็มีให้เห็นบ่อยๆ เพราะฉะนั้น กฎเหล็กของการเดินตลาดคือ ต้องเดินโฉบดูราคาหลายๆ ร้านก่อนตัดสินใจซื้อครับ การเดินเทียบราคาคือเรื่องปกติมาก
องุ่นเขียวแอปเปิล และ องุ่นนิ้วมือ (가지포도)

ส่วนนี่เรียกว่าองุ่นเขียวแอปเปิล หรือชื่อสายพันธุ์จริงๆ คือ ออทัม คริสป์ (Autumn Crisp) ครับ มองเผินๆ อาจจะคล้ายไซน์มัสแคท (Shine Muscat) แต่คนละพันธุ์กันเลย จุดเด่นคือเวลากัดจะรู้สึกกรุบกรอบเหมือนกำลังเคี้ยวแอปเปิล และเนื้อแข็งกว่าไซน์มัสแคทเยอะเลย ราคากล่องละ 250 บาท (10,000 วอน) ถัดไปข้างๆ มีบลูเบอร์รีขายอยู่กล่องละ 175 บาท (7,000 วอน) ครับ

ตรงกลางที่สีม่วงเข้มๆ ทรงยาวๆ นั่นคือองุ่นนิ้วมือ หรือคนเกาหลีเรียกว่าองุ่นมะเขือม่วง (가지포도) เพราะรูปร่างมันคล้ายมะเขือม่วงครับ ชื่อทางการของมันคือ แบล็ก แซฟไฟร์ (Black Sapphire) เป็นองุ่นไร้เมล็ดที่ทานได้ทั้งเปลือก รสสัมผัสกรอบและหวานจัด ช่วงนี้เป็นองุ่นนำเข้าที่กำลังฮิตในเกาหลี เลยมักจะเห็นวางขายคู่กับองุ่นเขียวในตลาดอยู่บ่อยๆ
มะเขือเทศ – คนเกาหลีทานมะเขือเทศเหมือนเป็นผลไม้

มะเขือเทศที่นี่ก็มีหลายสายพันธุ์ครับ มะเขือเทศแดงสุกแบบยกลังราคาประมาณ 375-500 บาท (15,000~20,000 วอน) ส่วนมะเขือเทศแทจอ (Daejeo Tomato) ที่มีสีอมเขียว ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 250-350 บาท (10,000~14,000 วอน) วัฒนธรรมของคนเกาหลีมักจะมองมะเขือเทศเป็นผลไม้มากกว่าผักครับ โดยเฉพาะมะเขือเทศแทจอที่มีรสชาติเค็มปะแล่มๆ ตัดกับความหวาน ถือเป็นพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์และฮิตมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิ บางคนชอบเอาไปจิ้มน้ำตาลทาน หรือบางคนก็ล้างแล้วกัดกินสดๆ เลย ช่วงนี้กำลังเป็นฤดูกาลของมันพอดีครับ

มะเขือเทศดำก็มีนะครับ แพ็กละ 250 บาท (10,000 วอน) สีจะดูเข้มกว่ามะเขือเทศทั่วไปชัดเจน ข้างๆ กันมีทั้งบลูเบอร์รี อะโวคาโด ส้ม สาลี่ และแอปเปิล วางรวมอยู่ในร้านเดียวกันหมด นี่แหละข้อดีของการมาตลาดสด เพราะเราสามารถเห็นและเปรียบเทียบผลไม้หลายๆ อย่างได้ในที่เดียว
ผลไม้นำเข้า – มะม่วง, ส้ม, สับปะรด

มะม่วงก็มีขายนะ แต่มะม่วงในเกาหลีส่วนใหญ่เป็นของนำเข้าครับ เพราะสภาพอากาศของเกาหลีไม่เหมาะกับการปลูกผลไม้เมืองร้อน จะมีก็แค่ที่เกาะเชจูหรือพื้นที่ทางใต้บางส่วนที่ปลูกในโรงเรือนพลาสติกแบบจำกัดปริมาณเท่านั้น เนื่องจากผ่านกระบวนการนำเข้าและคัดเกรดมาแล้ว มะม่วงที่ขายในเกาหลีเลยมักจะเป็นเกรดพรีเมียม รสชาติอร่อยชัวร์แต่ราคาก็เอาเรื่องอยู่ครับ ลังนี้ราคา 450 บาท (18,000 วอน) ถ้าเทียบกับราคาแอปเปิลหรือสตรอว์เบอร์รีก็ถือว่าซื้อทานบ่อยๆ อาจจะกระเป๋าฉีกได้


ส้มก็มีขายกองรวมกันอยู่ครับ ส้มที่ขายในเกาหลีส่วนใหญ่จะนำเข้าจากอเมริกาหรือไม่ก็ออสเตรเลีย เวลามาเดินตลาด เขามักจะขายแบบมัดถุงรวมหลายๆ ลูก มากกว่าจะขายแยกเป็นลูกๆ ถ้าไปซื้อแยกตามซูเปอร์มาร์เก็ต ราคาต่อลูกจะค่อนข้างแพง แต่ถ้ามาซื้อยกถุงที่ตลาดจะคุ้มกว่าเยอะเลยครับ เขาแยกขนาดไว้ชัดเจน พ่อค้ากระซิบบอกว่าลูกใหญ่ๆ น้ำจะเยอะกว่า ภรรยาผมเกือบจะขอแกะชิมละ ดีที่นึกได้ว่าเขาไม่ได้มีไว้ให้ชิม เลยรอดตัวไป

สับปะรดตก ลูกละ 125 บาท (5,000 วอน) ครับ เป็นผลไม้นำเข้าอีกอย่างที่พอมาซื้อในตลาดแล้วได้ราคาถูกกว่าตามห้าง ส่วนแตงโมที่เห็นอยู่ด้านล่าง ปกติถือเป็นผลไม้ประจำฤดูร้อนของเกาหลี พอเอามาขายตอนฤดูใบไม้ผลิ ราคามันก็เลยดีดขึ้นมาค่อนข้างสูงครับ
ผลไม้สุดพิเศษ – สตรอว์เบอร์รีสีขาว, องุ่นจากชิลี

นี่คือสตรอว์เบอร์รีสีขาวครับ หรือที่เรียกกันว่าสายพันธุ์ "สตรอว์เบอร์รีหิมะหมื่นปี" (만년설 딸기) สีธรรมชาติของมันคือสีขาวแบบนี้เลย ความพิเศษคือมีความหวานมากกว่าสตรอว์เบอร์รีสีแดงทั่วไปประมาณ 20% และแทบจะไม่มีรสเปรี้ยวเลย จะได้รสหวานละมุนแบบเพียวๆ สำหรับเกรดพรีเมียม ราคากิโลกรัมละ 475 บาท (19,000 วอน) ส่วนเกรดรองลงมาจะอยู่ที่ประมาณ 250 บาท (10,000 วอน) ซึ่งก็ยังถือว่าแพงกว่าสตรอว์เบอร์รีทั่วไปอยู่ดีครับ แต่เพราะปริมาณที่มีในตลาดค่อนข้างน้อย ถ้าบังเอิญเจอผมว่าก็คุ้มที่จะลองซื้อมาชิมดูสักครั้งนะครับ

องุ่น Crunch Farm จากประเทศชิลีก็ขายอยู่ที่แพ็กละ 250 บาท (10,000 วอน) ครับ ช่วงที่เกาหลีเป็นฤดูใบไม้ผลิ ทางฝั่งซีกโลกใต้อย่างชิลีจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงพอดี ช่วงนี้แหละที่องุ่นจากชิลีจะถูกส่งเข้ามาขายเยอะมาก มองไปด้านหลังก็จะเห็นทั้งกีวี (참다래) มะเขือเทศราชินี สตรอว์เบอร์รี และองุ่นนิ้วมือ วางรวมกันอยู่ในมุมเดียว บรรยากาศเหมือนกำลังเดินอยู่ในนิทรรศการผลไม้เลยครับ
กีวี, มะเขือเทศราชินี และกล้วย

กีวีเขียวแพ็กละ 125 บาท (5,000 วอน) ส่วนมะเขือเทศราชินี 2 กิโลกรัม ราคา 250 บาท (10,000 วอน) ครับ มะเขือเทศสีเขียวๆ ที่เห็นทางซ้ายก็คือมะเขือเทศแทจอที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้ อย่างที่บอกว่าตลาดเกาหลีมักจะวางผลไม้กับมะเขือเทศไว้ใกล้ๆ กัน สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมที่คนเกาหลีมองว่ามะเขือเทศจัดอยู่ในหมวดหมู่ผลไม้นั่นเองครับ

กล้วยหอมหวีละ 100 บาท (4,000 วอน) ครับ ถ้าเทียบกับราคาที่บ้านเรา หรือในประเทศแถบอาเซียน แน่นอนว่าราคานี้ถือว่าแพง แต่ถ้าเทียบในบรรดาผลไม้นำเข้าของเกาหลีแล้ว กล้วยถือว่าเป็นผลไม้ที่คุ้มค่าและเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ที่สุดแล้วครับ ลองคิดดูว่ามะม่วงลังละ 450 บาท (18,000 วอน) บลูเบอร์รีแพ็กละเกือบ 400 บาท (15,000 วอน) พอหันมาเจอกล้วยราคานี้ ถือว่าน่ารักไปเลย
ผลไม้ในประเทศและนำเข้าอยู่ร้านเดียวกัน – เสน่ห์เฉพาะตัวของตลาดเกาหลี

ร้านนี้มีเซตของขวัญเมล่อนซองจูขายที่ราคา 900 บาท (36,000 วอน), อะโวคาโด 5 ลูก 250 บาท (10,000 วอน), บลูเบอร์รีไซส์จัมโบ้ 375 บาท (15,000 วอน) แล้วก็องุ่น Crunch Farm 250 บาท (10,000 วอน) วางป้ายราคาโชว์ไว้เสร็จสรรพ ความสนุกของการเดินตลาดเกาหลีก็คือการที่เราได้เห็นผลไม้จากหลากหลายประเทศถูกนำมาจัดวางรวมกันในร้านเดียวนี่แหละครับ แถมป้ายราคาที่เขียนด้วยลายมือแบบนี้ ก็เป็นกิมมิกที่หาดูได้เฉพาะตามตลาดสดท้องถิ่นเท่านั้นด้วย

อะโวคาโด 5 ลูก 250 บาท (10,000 วอน) ครับ เอาจริงๆ คนเกาหลียังไม่ได้นิยมทานอะโวคาโดกันแพร่หลายมากนัก ส่วนใหญ่จะเจอตามคาเฟ่หรือร้านอาหารบรันช์ (Brunch) มากกว่า ไม่ค่อยมีใครซื้อไปทำกินเองที่บ้านเท่าไหร่ ภรรยาผมค่อนข้างชอบ แต่ผมเฉยๆ งานนี้ก็เลยขอผ่านครับ เปลี่ยนงบไปจัดสตรอว์เบอร์รี 3 แพ็กแทน แค่นี้ก็ฟินแล้ว
สตรอว์เบอร์รี 3 แพ็ก 250 บาท (10,000 วอน) – เดินช้อปหลายร้านได้ของถูกชัวร์
รีวิวผลประกอบการเดินตลาด
ความพยายามในการเดินวนเปรียบเทียบราคาหลายๆ ร้านไม่สูญเปล่าครับ! ในที่สุดเราก็เจอ สตรอว์เบอร์รี 3 แพ็ก ในราคาแค่ 250 บาท (10,000 วอน) ซึ่งแต่ละแพ็กหนักประมาณ 500 กรัม รวมๆ แล้วได้เยอะมาก พอกลับถึงบ้าน เราสองคนก็จัดการฟาดไปเลยหนึ่งแพ็กเต็มๆ ส่วนอีกสองแพ็กที่เหลือจับยัดเข้าช่องฟรีซไว้ทำสมูทตี้ โชคดีจริงๆ ที่ไม่รีบด่วนตัดสินใจซื้อตั้งแต่ร้านแรก เคล็ดลับการมาเดินตลาดก็คือ ยิ่งเดินเยอะ ยิ่งได้ของดีราคาถูกครับ
ข้อควรระวังและสิ่งที่แอบขัดใจนิดหน่อย
ตลาดมันกว้างมากจนแอบปวดขาเลยครับ ขนาดเราเน้นเดินแค่โซนผลไม้อย่างเดียวยังใช้เวลาไปชั่วโมงกว่าๆ แถมบางร้านก็ไม่มีป้ายราคาติดไว้ ทำให้เราต้องคอยถามพ่อค้าแม่ค้าเอาเอง ซึ่งแอบไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ยิ่งถ้าใครพูดภาษาเกาหลีไม่ได้ หรือสื่อสารไม่ค่อยคล่อง อาจจะรู้สึกว่าการซื้อของที่นี่เป็นเรื่องยากไปสักนิดครับ
แต่ถึงอย่างนั้น การมาเดินตลาดสดก็ทำให้เราได้เจอผลไม้สายพันธุ์แปลกๆ ที่ไม่มีขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต แถมยังได้สนุกกับการเดินเทียบราคาจากหลายๆ ร้าน ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่งเลยละครับ ถ้าใครมีแพลนมาเที่ยวเกาหลี ลองเจียดเวลาแวะมาเดินตลาดสดดูสักครั้ง น่าจะเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และสนุกไม่เบาเลยครับ
ไว้บทความหน้าผมจะพาไปตะลุยโซนผักสดและอาหารทะเลกันต่อครับ เพราะเสน่ห์ของการเดินตลาดไม่ได้จบแค่โซนผลไม้แน่นอน รอติดตามกันได้เลยครับ!