หมวดหมู่คาเฟ่
ภาษาไทย
วันที่เผยแพร่16 มีนาคม 2569 เวลา 18:03

The King Gyeongju คาเฟ่ริมทะเล ยักษ์ใหญ่ข้างเสาหินบะซอลต์

#คาเฟ่คยองจู#คาเฟ่ริมทะเล#คาเฟ่ยยางนัม

สารบัญ

14 รายการ

The King คาเฟ่ริมทะเลแห่งยางนัม คยองจู — คาเฟ่เบเกอรี่ขนาดใหญ่ข้างเสาหินจูซังจอลรี

ถ้าพูดถึงการเที่ยวคยองจู (Gyeongju) หลายคนคงนึกถึงวัดพุลกุกซา (Bulguksa Temple) หอดูดาวชอมซองแด (Cheomseongdae Observatory) หรือสุสานโบราณแทรึงวอน (Daereungwon Tomb Complex) ที่อยู่บนบกใช่ไหมล่ะ? แต่รู้ไหมว่าคยองจูก็มีทะเลนะ! ทางชายฝั่งตะวันออกย่านยางนัม (Yangnam-myeon) มีเสาหินจูซังจอลรี (Jusangjeolli, columnar joints) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติหมายเลข 536 และข้างๆ หน้าผาชายฝั่งนี้เองก็มีคาเฟ่ริมทะเล (ocean view cafe) ขนาดมหึมาชื่อว่า The King (The King Bakery & Cafe) ตั้งอยู่ ที่นี่ดังมากเรื่องหุ่นกอริลลาทองยักษ์ (giant golden gorilla sculpture) พอเข้าไปข้างในจะเห็นวิวทะเลตะวันออก (East Sea) แบบพาโนรามาผ่านกระจกใสบานยักษ์ แถมหลังร้านยังเชื่อมกับทางเดินเล่นริมทะเล Jusangjeolli Wave Sound Trail อีกด้วย ร้านนี้เป็นเบเกอรี่คาเฟ่ (bakery cafe) ที่อบขนมเอง มีโซนเด็กเล่น (kids zone) และลานเล่นทราย outdoor เหมาะกับมากันแบบครอบครัว (family-friendly) สุดๆ เลยล่ะ

ตอนนี้ผมอยู่ที่เกาหลี และได้ไปเที่ยวกับภรรยาช่วงปลายเดือนกันยายน 2025 วันนั้นพวกเราไปเที่ยวถ้ำซ็อกกูรัม (Seokguram Grotto) มาก่อนแล้วค่อยขับรถมาทางชายฝั่ง ระยะทางประมาณ 30 กม. ใช้เวลาขับรถประมาณ 40 นาทีครับ ถึงจะเป็นช่วงปลายเดือนกันยาแล้วแต่แดดแรงเหมือนหน้าร้อนเลย เราไปถึงประมาณบ่ายโมง นั่งชิลอยู่ชั่วโมงนึงก่อนจะไปโพฮัง (Pohang) ต่อ เดี๋ยวผมจะพาไปดูรูปที่ถ่ายมาเองกับมือทีละจุดเลยครับ

หุ่นคิงคองกอริลลาทองยักษ์หน้าทางเข้าคาเฟ่ The King ย่านยางนัม คยองจู - The King Cafe Gyeongju giant golden gorilla sculpture at entrance

คิงคองทองยักษ์ที่สะกดทุกสายตาตั้งแต่ลานจอดรถ

พอเลี้ยวรถเข้าลานจอดแล้วลงมา จะเจอหุ่นคิงคองทองตัวเบ้อเริ่มยืนเด่นอยู่เลยครับ เห็นครั้งแรกคือตกใจมาก ขนาดมันพอๆ กับตึกเลยนะเนี่ย มองเห็นได้จากระยะไกลแบบไม่ต้องพึ่ง GPS ก็รู้เลยว่า "อา... ถึงแล้วสินะ" ลานจอดรถที่นี่กว้างขวางดีครับ ต่อให้ไปวันเสาร์อาทิตย์ก็หาที่จอดได้ไม่ยาก คาเฟ่แถวยางนัมส่วนใหญ่ที่จอดรถจะแคบ แต่ที่ The King นี่หายห่วงเรื่องนี้ได้เลย

การเปรียบเทียบขนาดหุ่นกอริลลากับคน - ศิลปะโลหะอัพไซเคิล - The King Cafe gorilla sculpture size comparison with person

ลองดูขนาดกันชัดๆ นะครับ เมื่อเทียบกับหลังภรรยาผมแล้ว เธอสูงแค่ช่วงท่อนแขนของมันเอง สเกลของหุ่นนี่อลังการมากจริงๆ ถ้าสังเกตใกล้ๆ จะเห็นว่าผิวของมันทำมาจากฟันเฟืองและอะไหล่เครื่องยนต์ เป็นงานศิลปะอัพไซเคิล (upcycling art) ที่ประณีตมาก ไม่ใช่แค่ทำส่งเดช ผมยังไม่เห็นใครเดินผ่านตรงนี้ไปโดยไม่แวะถ่ายรูปเลยสักคน

โถงทางเข้าทรงโค้งของคาเฟ่ The King - โครงสร้างกำแพงหินสูงให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าปราสาท - The King Cafe arched stone entrance hallway

ทางเข้าที่เหมือนกำลังก้าวเข้าสู่ปราสาท

ทางเข้าก็ใช่ย่อยนะ นึกว่าจะมีดีแค่คิงคองข้างนอก แต่ประตูทางเข้านี่ทำเป็นทรงโค้ง (arched entrance) สูงลิ่ว เพดานเปิดโล่งขนาบด้วยกำแพงหินสองข้าง วินาทีที่ก้าวเข้าไปมันให้ฟิลเหมือนกำลังเดินเข้าปราสาท (castle) เลยล่ะ มีป้ายภาษาอังกฤษขนาดใหญ่แขวนอยู่เหนือโค้งทางเข้า ยิ่งเดินลึกเข้าไปทางเดินจะค่อยๆ แคบลงและพาเราเข้าสู่ใจกลางร้านแบบเป็นธรรมชาติสุดๆ ทางเข้านี้เองก็เป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตเหมือนกัน

ภายในโซนตกแต่งสไตล์ยุคกลางชั้น 1 - ตกแต่งด้วยโล่ ผนังสีน้ำเงิน ไฟทางเดิน และหุ่นไอรอนแมน - The King Cafe medieval themed interior zone with blue walls and shield decorations

ภายในร้าน The King — พื้นที่กว้างใหญ่ที่มีธีมแตกต่างกันไปแต่ละมุม

พอเข้ามาข้างใน สิ่งแรกที่เจอคือความอลังการของพื้นที่ครับ โซนแรกจะเป็นธีมยุคกลาง ผนังสีน้ำเงินเข้ม ตกแต่งด้วยโล่รบ มีโคมไฟสไตล์ไฟทางเดินโบราณ (street lamp-style lights) แถมยังมีหุ่นไอรอนแมนยืนต้อนรับอยู่ด้วย โต๊ะนั่งมีเยอะมากและเป็นเก้าอี้บุผ้า ทำให้นั่งได้นานแบบไม่ปวดหลัง เห็นว่ามีโซนเด็ก (kids zone) แยกต่างหากด้วย แต่โซนนี้เองเด็กๆ ก็น่าจะชอบเหมือนหลุดเข้ามาในสวนสนุกเลย

ห้องโถงหลักริมทะเล - แชนเดอเลียร์คริสตัลและวิวทะเลผ่านกระจกบานยักษ์ - The King Cafe main hall with crystal chandeliers and ocean view through floor-to-ceiling windows

ห้องโถงริมทะเลพร้อมแชนเดอเลียร์ระยิบระยับ

แต่จุดที่เปลี่ยนฟีลแบบสุดขั้วคือห้องโถงด้านในครับ บนเพดานมีแชนเดอเลียร์คริสตัล (crystal chandelier) แขวนอยู่เต็มไปหมด ขนาดของมันใหญ่อย่างกับที่เห็นในล็อบบี้โรงแรมหรูเลยล่ะ และข้างๆ กันก็คือวิวทะเลแบบเต็มตาผ่านกระจกใส (floor-to-ceiling glass windows) แสงจากแชนเดอเลียร์สะท้อนกับแสงแดดข้างนอก สวยมากจริงๆ เก้าอี้ตรงนี้เป็นเหล็กสีดำพนักพิงกว้าง นั่งสบายกว่าที่คิดครับ แต่เพราะเป็นเหล็ก พอมาช่วงปลายกันยาที่เริ่มเย็นๆ นั่งแล้วจะรู้สึกเย็นก้นนิดนึง

ความยาวของห้องโถงริมทะเล - วิวทะเลกระจกใสและผนังตกแต่งสไตล์ยุโรป - The King Cafe long ocean view hall with European-style interior walls

ห้องโถงนี้ยาวมากจนมองไม่เห็นสุดปลายอีกฝั่ง ด้านหนึ่งเป็นวิวทะเลกระจกใส อีกด้านเป็นกำแพงอิฐตกแต่งด้วยหน้าต่างหลอกสไตล์ยุโรป (European-style faux windows) ระหว่างทางมีโซฟาเบลเวทสีเหลืองนวลและไฟทางเดินตั้งอยู่ เดินเลือกที่นั่งกันเพลินเลยล่ะครับ เห็นว่าถ้ามาวันหยุดคนจะเยอะมาก แต่วันที่ผมไปเป็นวันธรรมดาช่วงปลายกันยา เลยดูโล่งสบายแบบที่เห็นในรูปนี่แหละ

ห้องโถงริมทะเลในอีกมุมหนึ่ง - แนวเก้าอี้สีขาวและแชนเดอเลียร์เรียงราย - The King Cafe ocean view hall opposite angle with white chairs and repeated chandeliers

มองจากอีกด้านจะได้ฟีลประมาณนี้ครับ แนวเก้าอี้สีขาวเรียงรายริมหน้าต่าง มีกระถางต้นไม้ใหญ่กั้นแต่ละมุม แชนเดอเลียร์ที่เรียงกันไปจนสุดเพดานมองจากไกลๆ แล้วสวยมากจริงๆ ถึงจะเป็นพื้นที่เดียวกันแต่มองคนละทิศ บรรยากาศก็ต่างกันนะครับ ที่สำคัญคือนั่งตรงไหนก็เห็นวิวทะเล ไม่ต้องแย่งที่นั่งให้เสียสุขภาพจิตเลย

วิวทะเลตะวันอกจากที่นั่งริมหน้าต่าง - แนวหินชายฝั่งและกังหันลม - The King Cafe window seat East Sea ocean view with coastline rocks and wind turbines

นั่งริมหน้าต่าง ชมวิวทะเลตะวันออก

ถ้าได้ที่นั่งริมหน้าต่าง คุณจะเห็นภาพนี้ครับ ทะเลตะวันออกอยู่ตรงหน้าเลย มองผ่านกระจกไปจะเห็นแนวชายฝั่ง โขดหิน และกังหันลม (wind turbines) อยู่ไกลๆ ภรรยาผมยืนค้างตรงนี้อยู่นานเลยล่ะ ผมบอกให้รีบนั่ง แต่เธอขอซึมซับบรรยากาศอีกนิด ด้านล่างจะเห็นสวนหญ้า (grass garden) ซึ่งตอนหลังผมเพิ่งรู้ว่าเราเดินลงไปเดินเล่นตรงนั้นได้ด้วยนะ

ที่นั่ง outdoor ระเบียงชั้น 2 - วิวทะเลและสวนหญ้าเหนือราวกันตกกระจก - The King Cafe 2nd floor terrace outdoor seating with ocean and garden view

ที่ระเบียง (terrace) ชั้น 2 ก็มีที่นั่งครับ เป็นโซนสำหรับคนที่อยากสูดอากาศบริสุทธิ์ริมทะเล มองข้ามราวกันตกกระจกไปจะเห็นสวนหญ้าและทะเลสีครามแบบไม่มีอะไรกั้น ที่นั่งเป็นโซฟาพร้อมหมอนอิงนุ่มๆ ถ้าได้ลองนั่งตรงนี้แล้วจะไม่อยากลุกเลยล่ะ ถ้าวันไหนอากาศดีๆ โซนนี้จะฟินกว่าข้างในอีกนะ ลมทะเลพัดเอื่อยๆ นี่แหละคือรสชาติของคาเฟ่ริมทะเลที่แท้จริง

การตกแต่งผนังภายในสไตล์ยุโรป - ป้ายคาเฟ่ MALT และหน้าต่างกระจกสีทรงโค้ง - The King Cafe European street-style facade interior with stained glass windows

ผนังสไตล์ยุโรป เหมือนมีคาเฟ่ซ้อนในคาเฟ่

ผนังด้านในเขาทำเลียนแบบตึกแถวยุโรป (European street-style facade) ได้เหมือนมากครับ มีป้าย "café MALT amour du café" แขวนอยู่ พร้อมหน้าต่างทรงโค้งและกระจกสี (stained glass) สีเขียวอ่อน ให้ความรู้สึกเหมือนมีคาเฟ่อีกร้านตั้งอยู่ข้างในร้านอีกที

หุ่นโลหะยักษ์สองตัวภายในร้าน - งานศิลปะอัพไซเคิลถือขวานและโล่ - The King Cafe interior giant metal upcycling art sculptures with axe and shield

ที่นี่ไม่ได้มีแค่กอริลลาตัวเดียวนะครับ ข้างในยังมีหุ่นโลหะยักษ์ (metal sculptures) อีกสองตัวยืนเฝ้าอยู่ ตัวนึงถือขวาน อีกตัวถือโล่ ประกอบขึ้นจากฟันเฟืองและชิ้นส่วนเครื่องยนต์เหมือนกัน น่าจะเป็นฝีมือศิลปินอัพไซเคิลคนเดียวกันครับ นั่งจิบกาแฟไปก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง

ภาพถ่ายระยะใกล้หุ่นโลหะ - หุ่นยักษ์ถือขวานและโล่ในตู้กระจก - The King Cafe close-up of giant metal figure holding axe and shield in glass case

ดูรายละเอียดใกล้ๆ จะเห็นความประณีตครับ ถือขวานมือนึง โล่มือนึง ตัวสูงแทบจะชนเพดานเลย ในรูปอาจจะดูไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่ของจริงนี่ทำเอาเราดูตัวเล็กไปเลยล่ะครับ

หุ่นกอริลลาทองบนผนังภายในร้าน - ท่าทางเหมือนกำลังพังทะลุกำแพงออกมา - The King Cafe indoor golden King Kong wall sculpture bursting through wall

จุดถ่ายรูปและหุ่นจำลองที่ซ่อนอยู่ทุกมุม

ข้างในก็มีคิงคองนะครับ! ตัวนี้สีทองเหมือนกันแต่อยู่ในท่าทางเหมือนกำลังพังกำแพงทะลุออกมา เห็นฟันสีเงินแวววาวดูน่าเกรงขามดีครับ ตัดกับรูปวาดตึกขาวดำข้างหลังได้เท่มาก จุดนี้เป็นจุดที่คนต่อคิวถ่ายรูปกันเยอะสุดๆ เลย

โซฟาเบลเวทสีส้มและเหลืองริมผนังสไตล์ยุโรป - ตกแต่งด้วยหน้าต่างหลอกและไฟทางเดิน - The King Cafe European wall with orange and yellow velvet sofas and faux windows

ริมผนังสไตล์ยุโรปจะมีโซฟาเบลเวท (velvet sofa) สีส้มและเหลืองวางเรียงราย มีหน้าต่างหลอกและไฟทางเดินติดอยู่ที่ผนัง นั่งแล้วให้ฟิลเหมือนนั่งอยู่ที่เทอเรซ outdoor ในยุโรปเลยครับ ตรงนี้เป็นมุมที่ถ่ายรูปออกมาแล้วดูดีที่สุดในร้านเลยล่ะ

ผนังอาคารสีสันสดใสภายในร้าน - บรรยากาศเหมือนสวนสนุกพร้อมหุ่นโลหะและไม้เลื้อย - The King Cafe colorful building facade interior with metal sculptures and vine decorations

เดินลึกเข้าไปอีกบรรยากาศจะเปลี่ยนไปอีกแบบครับ เป็นผนังอาคารสีสันสดใส (colorful building facades) มีหุ่นโลหะแทรกอยู่ และมีไม้เลื้อยห้อยลงมาจากเพดาน เป็นคาเฟ่แต่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในตรอกของสวนสนุกเลย ผมกับภรรยาเลือกที่นั่งกันอยู่นานเลยล่ะเพราะสวยทุกมุม

การตกแต่งระเบียงจำลองบนผนัง - รายละเอียดกระถางดอกไม้และผ้าม่าน - The King Cafe wall mini balcony decoration with flower pots and curtains

บนกำแพงมีดีเทลเล็กๆ แบบนี้ด้วยนะ มีระเบียงจำลอง (mini balcony) พร้อมกระถางต้นไม้และผ้าม่านจริงๆ ตกแต่งไว้ ผมไม่คิดว่าเขาจะใส่ใจรายละเอียดขนาดนี้ นึกว่าจะเป็นคาเฟ่ใหญ่ๆ ทั่วไป แต่ยิ่งเดินสำรวจยิ่งเจอนู่นเจอนี่ให้ดูตลอด

หุ่นอัศวินชุดเกราะ - หุ่นโลหะอัศวินยุคกลางปักดาบลงพื้น - The King Cafe armored medieval knight metal sculpture with sword

ส่วนนี่คือหุ่นอัศวินชุดเกราะ (armored knight sculpture) ยืนปักดาบลงพื้น เมื่อเทียบกับเก้าอี้สีขาวข้างๆ จะเห็นว่าตัวสูงกว่าคนสองคนอีกครับ ยืนคู่กับเซตตึกสไตล์ยุโรปข้างหลังแล้ว เหมือนหลุดเข้าไปอยู่กลางหมู่บ้านยุคกลาง (medieval village) เลยล่ะ

ภาพพาโนรามาภายในร้าน - แชนเดอเลียร์ ผนังสไตล์ยุโรป หุ่นโลหะ และโซฟาสีสันสดใส - The King Cafe full interior panorama with chandeliers European walls metal sculptures and colorful sofas

มุมนี้คือภาพรวมของพื้นที่ทั้งหมดครับ เห็นทั้งแชนเดอเลียร์ ผนังสไตล์ยุโรป หุ่นโลหะ และโซฟาสีสดใสในเฟรมเดียว ถึงร้านจะกว้างมากแต่เขาแต่งออกมาได้ไม่ดูโล่งเกินไป เพราะแต่ละโซนมีธีมของตัวเองชัดเจน ทำให้เดินดูได้ไม่เบื่อเลย

เคาน์เตอร์สั่งอาหารและตู้ขนมเบเกอรี่ พร้อมวิวทะเลตะวันออกผ่านกระจกโค้งด้านหลัง - The King Cafe ordering counter and bakery display with curved ocean view window behind

เคาน์เตอร์เบเกอรี่ที่เลือกขนมไปชมวิวทะเลไป

ตั้งแต่ตอนสั่งอาหารก็ได้เห็นวิวทะเลแล้วครับ หลังตู้โชว์เบเกอรี่มีกระจกทรงโค้งบานยักษ์อยู่ เวลาเราเลือกเค้กแล้วเงยหน้าขึ้นมาจะเจอทะเลตะวันออกพอดีเลย เป็นคาเฟ่แรกเลยที่ผมได้เลือกขนมไปดูทะเลไปแบบนี้

วิวจากภายในร้านมองออกไปเห็นที่นั่งระเบียงและเส้นขอบฟ้าทะเลตะวันออกหลังทิวสน - The King Cafe indoor view of terrace seats with pine trees and East Sea horizon

มองผ่านกระจกออกไปจะเห็นที่นั่งริมระเบียงและทะเลที่ดูใกล้แค่เอื้อม เส้นขอบฟ้าที่ทอดยาวหลังทิวสน (pine trees) มันดูเงียบสงบและมีเสน่ห์มาก แค่นั่งมองวิวนี้จากข้างในก็คุ้มค่าแล้วล่ะครับ เป็นมุมที่เหมาะกับการถือกาแฟสักแก้วมานั่งเหม่อลอยสุดๆ

วิวทะเลตะวันอกจากระเบียงร้าน - ทิวสน สวนหญ้า และทางเดินริมเสาหินจูซังจอลรีด้านล่าง - The King Cafe terrace direct East Sea view with pine trees garden and Jusangjeolli trail below

ถ้าออกไปยืนที่ระเบียงจริงๆ จะเห็นวิวแบบนี้เลย ทะเลตะวันออกกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา วันไหนอากาศดีๆ จะเห็นเรือแล่นผ่านด้วยนะ ด้านล่างเป็นสวนหญ้าและทางเดินเลียบชายฝั่ง (Jusangjeolli Wave Sound Trail) ซึ่งยาวประมาณ 1.7 กม. จากท่าเรืออึบชอน (Eupcheon Port) ไปถึงท่าเรือฮาซอ (Haseo Port) เป็นเส้นทางที่เราจะได้เห็นเสาหินจูซังจอลรีที่ขึ้นชื่อใกล้ๆ เลย รสชาติกาแฟจะเป็นยังไงไม่รู้ล่ะ แต่วิวนี้คือเหตุผลที่ต้องมาที่นี่ครับ

ตู้โชว์เบเกอรี่ - เค้กมะม่วง เค้กช็อกโกแลต และทีรามิสุแบบชิ้น - The King Cafe bakery display with mango cake chocolate cake and tiramisu slices

เบเกอรี่ที่ The King — ขนมแน่นตู้แม้จะเป็นวันธรรมดา

โซนเบเกอรี่เขาก็ทำออกมาได้ดีเลยครับ มีทั้งเค้กมะม่วง (mango cake) เค้กช็อกโกแลต (chocolate cake) และทีรามิสุ (tiramisu) วางเรียงรายอยู่ในตู้โชว์อย่างเป็นระเบียบ เค้กแต่ละชิ้นขนาดค่อนข้างใหญ่และหน้าตาน่ากินมาก เลือกไม่ถูกเลยทีเดียว

ชูครีมและทีรามิสุ - ป้ายช็อกโกแลต THE KING BAKERY วิปครีมและกีวี - The King Bakery cream puff with chocolate plate and kiwi whipped cream

ผมสะดุดตากับชูครีม (cream puff) ที่มีป้ายช็อกโกแลตเขียนว่า "THE KING BAKERY & CAFE" แปะอยู่ครับ มีวิปครีมกับกีวีชิ้นโตเคียงข้างมาด้วย ข้างๆ เป็นทีรามิสุ โดยรวมแล้วไลน์อัพของหวานที่นี่ถือว่าจัดเต็มสมกับที่เป็นเบเกอรี่คาเฟ่เลยล่ะ

ขนมปังหน้ากอริลลาเมนูซิกเนเจอร์ - ขนมปังตัวการ์ตูนแป้งสีดำหน้าสีขาว - The King Cafe signature gorilla face bread with black dough and white face

นี่น่าจะเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของที่นี่ครับ ขนมปังหน้ากอริลลา (gorilla bread) แป้งสีดำตัดกับหน้าสีขาวดูน่ารักดีครับ นอกจากนี้ยังมีครัวซองต์ (croissant) ขนมปังเกลือ (salt bread) และขนมปังกระเทียม (garlic baguette) ด้วย วันที่ผมไปเป็นวันธรรมดาที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาล คนแทบไม่มีเลย แต่เขาก็ยังจัดขนมใส่ถาดไว้แน่นอยู่นะ คาเฟ่ใหญ่ๆ บางที่ถ้าคนน้อยจะเหลือขนมแค่สองสามชิ้นเอง แต่ที่นี่ไม่ใช่แบบนั้นครับ

ถาดขนมเบเกอรี่ - ขนมปังเกลือ ขนมปังครีม และขนมปังกอริลลาอบสดใหม่ - The King Cafe bakery tray with freshly baked salt bread cream bread and gorilla bread

มีขนมปังเกลือ ขนมปังครีม และขนมปังกอริลลาวางแยกเป็นสัดส่วน ดูเหมือนเพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ เลย ครัวซองต์ก็ดูเป็นชั้นสวยงามดีครับ ชนิดขนมอาจจะไม่เยอะมหาศาล แต่เน้นเมนูพื้นฐานที่คนชอบกินกันจริงๆ

โรลเค้ก - โรลกีวี โรลบลูเบอร์รี่ และขนมหวานหน้ามะเดื่อ - The King Cafe roll cakes with kiwi blueberry and fig fruit desserts

โรลเค้ก (roll cake) ก็มีนะ มีทั้งโรลกีวี โรลบลูเบอร์รี่ วางอยู่บนจานแก้วตัดแบ่งไว้เรียบร้อย หน้าตาดูสะอาดสะอ้านเหมือนทำเองจริงๆ มีหน้ามะเดื่อ (fig) ด้วยนะ ถ้าเทียบกับร้านขนมในเมืองแล้ว คุณภาพที่นี่ก็สู้ได้สบายๆ เลย

ตู้โชว์โครเนล ครัวซองต์โดนัท และขนมปังเกลือ - The King Cafe croughnut croissant donut and salt bread display

โครเนล (croughnut, ครัวซองต์+โดนัท) กับขนมปังเกลือดูจะเป็นเมนูที่มีเยอะที่สุด โครเนลชิ้นโตดูน่าจะกรอบนอกนุ่มใน ส่วนขนมปังเกลือก็มีเกลือเม็ดๆ โรยหน้ามาดูน่ากินดี ถึงจะเป็นวันธรรมดาก็ยังเติมของตลอด แบบนี้ถ้าเป็นวันหยุดตู้ขนมคงจะละลานตากว่านี้แน่ๆ

The King Einspanner เมนูซิกเนเจอร์แบบเย็น - เอสเพรสโซ่เข้มข้นท็อปด้วยครีมหยาในแก้วโลโก้ The King - The King Cafe signature The King Einspanner iced coffee with thick cream in logo glass

เมนูเครื่องดื่ม — The King Einspanner และ Cinnamon Cream Latte

ผมสั่ง The King Einspanner (7,000 วอน / ประมาณ ฿185) ครับ เป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของที่นี่ เป็นเอสเพรสโซ่เข้มข้นที่มีชั้นครีมหยาๆ หนาๆ อยู่ข้างบน เสิร์ฟมาในแก้วที่มีโลโก้ "The King" ชั้นกาแฟสีเข้มตัดกับครีมสีขาวดูดีมากเลยล่ะ

Cinnamon Cream Latte แบบเย็น - ชั้นครีมสีนวลในแก้วโลโก้ The King พร้อมวิวทะเลข้างหลัง - The King Cafe Cinnamon Cream Latte iced with light cream layer in logo glass with ocean background

ภรรยาผมเลือก Cinnamon Cream Latte (7,000 วอน / ประมาณ ฿185) ครับ สีจะดูละมุนกว่า Einspanner และชั้นครีมจะดูนุ่มนวลกว่า ภรรยาผมชอบชินนามอนอยู่แล้วเลยถูกใจมาก เพราะมีกลิ่นหอมชินนามอนอ่อนๆ ลอยมาเตะจมูกตลอด

Einspanner และ Cinnamon Cream Latte วางคู่กันริมหน้าต่าง - ถ่ายรูปเครื่องดื่มพร้อมวิวทะเลและโขดหิน - The King Cafe Einspanner and Cinnamon Cream Latte side by side at window seat with East Sea and roc

วางคู่กันริมหน้าต่างแล้วถ่ายรูปออกมาดูดีมากครับ ซ้ายคือ Einspanner สีเข้ม ขวาคือ Cinnamon Cream Latte สีละมุน มีวิวทะเลกับโขดหินเป็นแบ็คกราวด์ รสชาติบอกตรงๆ ว่าทั้งคู่หวานกำลังดีและอร่อยครับ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่ว่า "ต้องกลับมาที่นี่เพื่อกินกาแฟถ้วยนี้ให้ได้" ขนาดนั้น ทว่าพอนั่งดื่มท่ามกลางวิวแบบนี้ อะไรมันก็ดีไปหมดครับ ภรรยาผมบอกว่าเธอจำรสชาติไม่ได้หรอก จำได้แต่ความสวยของทะเล ผมก็เหมือนกันครับ ที่นี่มาเพื่อเสพวิวและบรรยากาศล้วนๆ

ป้ายเมนูบนจอที่เคาน์เตอร์ - แสดงชื่อเมนูภาษาอังกฤษและราคา - The King Cafe menu board on counter monitor with English and Korean pricing

ราคาเมนูและข้อมูลการเข้าชม

เมนูจะแสดงอยู่บนหน้าจอเหนือเคาน์เตอร์ครับ มีภาษาอังกฤษกำกับอยู่ (English menu available) ชาวต่างชาติอย่างเราสั่งได้สบายๆ แต่ตอนสั่งก็ต้องพึ่งสกิลภาษาเกาหลีงูๆ ปลาๆ หรือชี้เอาบ้างนะ ราคาถือว่าสูงนิดนึงครับ อเมริกาโน่ (Americano) 6,000 วอน (ประมาณ ฿160), ลาเต้ต่างๆ 7,000 วอน (ประมาณ ฿185), สมูทตี้ (smoothie) 8,000 วอน (ประมาณ ฿210) แพงกว่าร้านในเมืองคยองจูชัดเจนครับ แต่ถ้าคิดซะว่าเป็นค่าวิวริมทะเล (ocean view premium) ก็ถือว่ารับได้นะ อ้อ ราคานี้เป็นราคาตอนที่ผมไป (ก.ย. 2025) นะครับ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

 
☕ เมนูและราคาคาเฟ่ The King (The King Cafe Menu & Prices)
 

※ ราคาข้อมูลเดือนกันยายน 2025 อาจมีการเปลี่ยนแปลง (Prices as of Sep 2025, subject to change.)

 
   
Coffee
   
      อเมริกาโน่ (Americano) 6,000฿ (≈฿160) · เอสเพรสโซ่ (Espresso) 6,000฿ · คาปูชิโน่ (Cappuccino) ร้อน 6,500฿ · คาเฟ่ลาเต้ (Latte) 6,500฿ · คาราเมล มัคคิอาโต้ (Caramel Macchiato) 7,000฿ · วานิลลาลาเต้ (Vanilla Latte) 7,000฿ · โดลเช่ลาเต้ (Dolce Latte) 7,000฿ · ไอศกรีมลาเต้ (Icecream Latte) เย็น 7,000฿    
 
 
   
Signature
   
      เดอะคิง ชูแพนเนอร์ (The King Einspanner) เย็น 7,000฿ (≈฿185) · ชินนามอนครีมลาเต้ (Cinnamon Cream Latte) เย็น 7,000฿ (≈฿185) · ชูแพนเนอร์งาดำ (Black Sesame Einspanner) เย็น 7,000฿ · ดีคาเฟอีน (Decaf) +500฿ · เพิ่มไซรัป/ช็อต (Hazelnut/Shot) +500฿    
 
 
   
Beverage · Tea
   
      ชานมแฮนด์เมด (Milk Tea) 7,500฿ · ชามะนาวพีช (Peach Iced Tea) เย็น 6,500฿ · มัทฉะลาเต้ (Matcha Latte) 7,000฿ · สตรอว์เบอร์รี่ลาเต้ (Strawberry Latte) เย็น 8,000฿ · เลมอนทีแฮนด์메ด (Lemon Tea) 7,000฿ · ชาเกรปฟรุตแฮนด์메ด (Grapefruit Tea) 7,000฿ · คาโมมายล์ (Chamomile) 6,500฿ · เปปเปอร์มินต์ (Peppermint) 6,500฿ · เอิร์ลเกรย์ (Earl Grey) 6,500฿    
 
 
   
Ade · Smoothie · Juice
   
      บลูเลมอนเอด (Lemon Ade) 7,500฿ · ออโรร่าเกรปฟรุตเอด (Grapefruit Ade) 7,500฿ · แอปเปิ้ลมังโก้สมูทตี้ (Apple Mango Smoothie) 8,000฿ (≈฿210) · บลูเบอร์รี่สมูทตี้ (Blueberry Smoothie) 8,000฿ · ช็อกโกแลตบานาน่าสมูทตี้ (Choco Banana Smoothie) 8,000฿ · โยเกิร์ตสมูทตี้ (Plain Yogurt Smoothie) 8,000฿ · น้ำแตงโม (Watermelon Juice) 9,500฿ · น้ำมะเขือเทศ (Tomato Juice) 7,500฿ · น้ำส้มฮัลลาบงเชจู (Jeju Hallabong Juice) 7,500฿ · น้ำผักเพื่อสุขภาพ (Green Veggie Juice) 7,500฿    
 
 
   
Bakery
   
      ขนมปังกอริลลา (Gorilla Bread) · ขนมปังเกลือ (Salt Bread) · โครเนล (Croughnut) · ครัวซองต์ (Croissant) · ขนมปังกระเทียม (Garlic Baguette) · เค้กต่างๆ (Mango Cake, Chocolate Cake, Tiramisu, Roll Cake ฯลฯ) — ราคาแตกต่างกันไปตามชนิด    
 
 
   
📍 ข้อมูลการเยี่ยมชม (Visit Info)
   
      ที่อยู่ (Address): 454 Donghaean-ro, Yangnam-myeon, Gyeongju-si, Gyeongsangbuk-do, South Korea (ตำบลอึบชอนรี)
      โทรศัพท์ (Phone): 054-771-2233
      เวลาเปิด-ปิด (Hours): วันธรรมดา 10:00~20:00 / วันหยุดและวันหยุดนักขัตฤกษ์ 09:00~21:00 / สั่งอาหารได้ถึง 30~40 นาทีก่อนปิดร้าน ※ แนะนำให้เช็คก่อนไปเพราะอาจเปลี่ยนตามฤดูกาล
      วันหยุด (Closed): เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด
      ที่จอดรถ (Parking): มีลานจอดรถฟรีขนาดใหญ่
      ที่นั่ง (Seating): นั่งฟรีตามลำดับการมาก่อนหลัง
      อื่นๆ (Notes): มีโซนเด็กเล่น · เด็กต่ำกว่า 7 ปีเข้าฟรี · มีลานเล่นทราย outdoor · มีลิฟต์ · มี Wi-Fi    
 
 

วิธีเดินทางไปคาเฟ่ The King และที่เที่ยวใกล้เคียง

จากตัวเมืองคยองจูมาที่ร้านใช้เวลาขับรถประมาณ 30~40 นาที ระยะทางประมาณ 20 กม. ครับ ถ้าใครมาจากทางถ้ำซ็อกกูรัมหรือวัดพุลกุกซา (Bulguksa Temple) แบบผม ก็ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีเหมือนกัน การเดินทางด้วยรถสาธารณะ (public transport) ทำได้ครับแต่บัสรอนานมาก (infrequent bus service) แนะนำให้เช่ารถ (rental car) หรือนั่งแท็กซี่ (taxi) จะสะดวกกว่าเยอะครับ

รอบๆ ร้าน The King จะเชื่อมกับทางเดินเล่นริมทะเล Jusangjeolli Wave Sound Trail เลย และใกล้ๆ กันยังมีหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อย่างท่าเรืออึบชอน (Eupcheon Port) และท่าเรือฮาซอ (Haseo Port) ด้วย แทนที่จะแวะแค่คาเฟ่ แนะนำให้จัดทริปเดินเล่นริมชายฝั่งควบไปด้วยสักครึ่งวันจะดีมากครับ ผมเองวันนั้นไม่มีเวลาเลยไม่ได้เดิน แต่อนาคตถ้ามาอีกไม่พลาดแน่ครับ

น่าไปไหม? — บทสรุปแบบตรงไปตรงมา

บอกตามตรงว่าการเข้าถึงมันอาจจะลำบากนิดนึงครับ เพราะไกลจากตัวเมืองคยองจูและรถเมล์ก็น้อย แถมย่านยางนัมเองก็ไม่ใช่จุดเช็คอินหลักของทัวร์คยองจูด้วย แต่ก็นะ... ทะเลมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ ถ้าอยู่ใกล้เมืองเกินไปมันก็ไม่ใช่ทะเลน่ะสิ สำหรับผมความลำบากในการเดินทางมันแลกมาด้วยวิวและพื้นที่ร้านที่คุ้มค่ามากจริงๆ

โดยเฉพาะถ้าใครเที่ยวโบราณสถานจนเหนื่อยแล้ว อยากหาที่พักสายตามองทะเลบ้าง ที่นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเลย ถามว่าพาเด็กมาได้ไหม? ได้แน่นอนครับ มีโซนเด็กเล่นและลานเล่นทรายด้วย มากันทั้งครอบครัวหายห่วงครับ เขาว่ากันว่าช่วงพระอาทิตย์ตก (sunset) ที่นี่จะสวยมาก แต่ผมไปตอนบ่ายโมงเลยไม่ได้เห็นของจริง ถ้าใครหาคาเฟ่ริมทะเลคยองจู (Gyeongju ocean view cafe) แถวๆ เสาหินจูซังจอลรียางนัม ก็มีแค่ The King นี่แหละครับที่อลังการและเห็นวิวชัดที่สุด ลองแวะมาดูนะครับ

โพสต์นี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ https://hi-jsb.blog

วันที่เผยแพร่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 18:03
วันที่อัปเดต 10 เมษายน 2569 เวลา 23:30